แน่นอนใครๆ ก็รู้ว่า แต่เดิมบ้านเราเต็มไปด้วยผืนป่า มีพื้นที่เพาะปลูก มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญดินฟ้าอากาศก็เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ต่างจากวันนี้ที่แม่น้ำแต่ละสายพากันแข่งขันแห้งเหือด
       วันนี้ผมอยากบ่นครับ อย่าเพิ่งเบื่อเพราะผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าชุมชนดั้งเดิมแต่ละแห่งนั้น เคยมีระบบการผลิตที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ แล้ววันหนึ่่งทิศทางการดำเนินชีวิตก็เปลียนไป เริ่มจากวันที่บ้านเราเอานโยบายประเทศไปยึดติดกับ GDP และระบบเศรษฐกิจโลก นั่นทำให้คนไทยเน้นความสำคัญกับการได้มาของเงินที่ได้จากการส่งออก
       ทั้งที่การส่งออกของเราไม่ได้เกิดจากการคิดค้นและการผลิตด้วยตัวเอง รวมทั้งไม่ได้เกิดจากการใช้สภาพภูมิประเทศและดินฟ้าอากาศ อันเป็นฐานหรือการผลิต หากแต่ไปอาศัยเทคโนโลยี เครื่องจักรกล แล้วให้คนในบ้านเกรากินแค่ "ค่าแรง"
       ที่สุดก็กลายเป็น "ผลิตให้คนอื่น แต่เราต้องซื้อกิน" อย่างที่หลายคนรับรู้
       หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป บ้านเราจะเข้าอีกหรอบเดิม นั่นคือเมื่อเกิดเมืองใหม่ แหล่งผลิตก็จะถูกผลักให้ออกไปอยู่ชานเมือง แล้ววันหนึ่งแหล่งผลิตที่ชานเมืองก็ถูกขยายไล่ออกไปให้ไกลขึ้นเรื่อยๆ การใช้ประโยชน์ของที่ดินในเขตเมืองจึงแปรสภาพไปเป็นเมืองแห่งพาณิชย์และอุตสาหกรรม ที่สร้างเม็ดเงินได้มากกว่าภาคการเกษตร
       มันเป็นเช่นนั่นเอง...เราจึงต้องกินข้าวที่ต้องพึ่งระบบขนส่ง ซึ่่งใช้น้ำมันมหาศาล เมื่อเป็นเช่นนั่นแล้ว ทางแก้ของปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดคืออะไร เป็นเรื่องที่น่าตรึกตรองครับ
       เป็นธรรมดาเมื่อเกิดเมือง ต้นไม่ก็หมไปจากการสร้างเมือง เมื่อเมืองเติบโต ก็ต้องสร้างปอดให้กับเมือง
       เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าสวนสาธารณะคือหนึ่ีงในคำตอบ ทุกวันนี้เรามีสวนสาธารณะที่มีต้นไม่หลากชนิดเยอะแยะไปหมด เป็นไปได้หรือไม่ว่าจากนี้ไป สวนสาธารณะนอกจากมีต้นไม้เพื่อความสวยงามแล้ว จะต้องให้ผลผลิตภาคการเกษตรด้วย
       ผมจึงปิ๊งไอเดียเกี่ยวกับสวนสาธารณะที่เรียกว่า "สวนสาธารณะเชิงเกษตร" ครับ
       สวนแบบนี้ไม่เพียงแต่จะให้ร่มเงาแก่เมือง หรือให้ความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่จะมีผลไม้ที่เก็บเกี่ยวได้ในทุกฤดูกาล และมีปลาให้จับหลายประเภท

       อีกรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยลบล้างความผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมา นั่นคือแนวคิด "เกษตรเมือง" ครับ
       วิธีการนี้อาศัยพื้นที่รกร้างในเขตเมืองที่เหลืออยู่ เพื่อให้เกิดการผลิตภาคเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยต้นทุนปุ๋ยอินทรีย์ที่เกิดจากระบบของเสียของเมืองเพื่อลดต้นทุนและลดปริมาณขยะเมือง ทั้งนี้ก็เพื่อลดการขนส่งที่เป็นตัวการสำคัญทีก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

       การที่ีจะทำ "เกษตรเมือง" ได้ เราอาจจะเริ่มจากการจัดการขยะหรือลดปริมาณขยะ โดยให้ทุกครัวเรือนมีหน้าที่รับผิดชอบเก็บขยะของเสียที่ตัวเองก่อไว้ด้วยการคัดแยกประเภท เพื่อให้เหลือขยะเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่ทางเทศบาลจะนำไปทิ้ง รถขยะก็จะวิ่งน้อยเที่ยวลงและบรรทุกไม่มาก นั่นคือการลดโลกร้อนไปโดยปริยาย
       ในส่วนของขยะเปียกที่เทศบาลเอาไปทิ้งนั้น เขาจะเอาไปทิ้งในหลุมขยะที่เรียกได้ว่า "ไม่มีวันเต็ม" นั่นเป็นเพราะหลุมที่เอาไปทิ้งนั้น มี "หมู" หลายสิบตัวทำหน้าที่ย่อยสลายในทุกเวลานาที นับเป็นเครื่องจักรที่มีชีวิตในการจัดการขยะอินทรีย์ จำพวกผัก ผลไม้ และเศษอาหารจากครัวเรือน
       ในเดือนหนึ่งๆ การติดตั้ง "เครื่องจักรหมู" ไว้สามารถกำจัดขยะอินทรีย์ได้หลายพันกิโลกรัมครับ
       บ่อขยะต่อมาที่เทศบาลจะเอาขยะอินทรีย์ไปทิ้ง นั่นคือบ่อ "เครื่องจักรเป็ด" แทบไม่น่าเชื่อว่าการจัดการกับเศษอาหารทุกชนิดไม่ว่าเครื่องจักรใดๆ ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีไปกว่าเป็ดครับ แน่นอนเป็ดไม่ต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อน เป็ดไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการทำลายขยะ แถมเรายังได้ไข่เป็นผลพลอยได้อีกด้วย
       นักวิชาการหลายท่าน ฟังสิ่งเหล่านี้แล้วบอกว่า เป็นเรื่องที่เล่าสู่กันฟังแบบสนุกสนาน หรือเป็นเรื่องในความฝัน การเอาขยะจากครัวเรือนไปเลี้ยงสัตว์ แล้วเอาสิ่งที่ได้จากสัตว์กลับมาใช้ประโยชน์นั้นเกิดขึ้นได้ยาก
       เอามือหยิกแก้มตัวเองเถอะครับ สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นแล้วในผืนแผ่นดินไทย ที่เทศบาลแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกอาจจะไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับผมแล้วมันน่าชื่นชมที่มีความคิดเริ่มต้นที่จะนำธรรมชาติคืนสู่แผ่นดินเกิดของพวกเขา
       โครงการที่เล่าให้ฟังทั้งหมดนั้น สำเร็จเป็นรูปธรรมแล้วทุกโครงการไม่ว่าจะเป็น สวนสาธารณะเชิงเกษตร การเกษตรเมือง เมืองไร้ถังขยะและการกำจัดขยะด้วยสัตว์สารพัดชนิด
       สำคัญที่สุด แต่ละโครงการใช้เงินในกระเป๋าน้อยมาก แต่ผลที่ออกมากลับยิ่งใหญ่ทั้งในความรู้สึกของชาวบ้าน และผู้มาเยือน
       ลองไปเยี่ยมชมกันนะครับ ที่เทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง

ขอบคุณบทความจาก หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม 2553
คอลัมภ์ Alternative Life มันไม่ใช่ฝัน โดย ภาสกร พุทธิชีวิน


July 6, 2010