“ อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย   ไม่ตายหรอกเพราะอดเสน่หา ”

คำพังเพยนี้ก้องในหูตลอดเวลาเมื่อนึกถึง  “ ข้าว ”  ทำไมชาวบ้านเราจึงปล่อยให้นา  รกร้างว่างเปล่า  สะท้อนใจหนักหนา  เมื่อเหลียวมองไปท้องนา  มีแต่หญ้าหวาย  ต้นกก ขึ้นเต็มไปหมด  ควาย  ควายล่ะ! หายไปไหนหมด  หมดนา  หมดควาย  แล้วเราจะเหลืออาชีพชาวนาของบรรพบุรุษได้อย่างไร  มองท้องนาแถบริมคลอง  อนิจจา! นั่นก็เป็น  นา  เหมือนกัน  แต่กลายเป็น  “นากุ้ง”   นากุ้งที่ทำให้สิ่งแวดล้อมที่ดีหายไปพร้อมกับ “นาข้าว”

เอาละ!  ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว  เราลองมาทบทวนอาชีพของ  ปู่  ย่า  ตา  ยาย  เราอีกสักครั้งซิ

เจอ  จำนรรจา  ของนายกสมชายแล้ว  ต้องลองทำนากันสักตั้งน่ะ  ทำไมต้องข้าว  ก็ข้าวต้องกินกันทุกคนน่ะซิ   ดังคำพังเพยนั่นแหละ   ไม่เห็นเป็นไร  ถ้าจะกลับมามีอาชีพทำนาอีกครั้งและตลอดไป          อย่างยั่งยืน  ไม่เห็นน่าอายถ้าจะเป็นเกษตรกร  “หลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน”  นั่นแน่!  ก็กระดูกสันหลังของชาติ   ไงล่ะ   เขายกย่องกันจะตาย  น่าภูมิใจออก

นาที่ถูกปล่อยรกร้างกันมานานหลายปีดีดัก  เริ่มพลิกฟื้นคืนชีพโดยการเริ่มต้นทำแปลงนา “สาธิต” ของเทศบาลตำบลเมืองแกลง  เมื่อปีที่แล้ว (2552)

ปีนี้  2553  การทำนาเริ่มคึกคัก  ทั้งในเขตเทศบาลและตำบลใกล้เคียงในอำเภอแกลง  ทำไมจะไม่คึกคักล่ะ

สิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายไงล่ะ!  คนที่อายุ 50 ปี จะรู้ว่าอากาศปัจจุบันกับอดีตแตกต่างกันขนาดไหน แล้วย้อนกลับไปเมื่อท้องทุ่งนาเขียวขจีไปด้วยข้าว  เวลาลมพัดใบข้าวพลิ้วไสวเหมือนคลื่น  ดูมีชีวิตชีวาเสียนี่กระไร  เฮ้อ!  เพ้อฝันในเรื่องจริง

เมื่อ  “ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว”  อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด  เถอะน่ะ!  มีข้าวซะอย่างสบายไปแปดอย่าง  ข้าวไม่ต้องซื้อ  กับข้าวหาตามลำคลอง  หนองบึงก็ได้  เหมือนเพลงบทหนึ่งที่ว่า  “บ้านก็ไม่ต้องเช่า  ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ  ปรึกษาหารือไม่ต้องเสียสตางค์”  นี่แหละ!  จำไว้!  ต้องทำนาซิ  ถึงจะมีข้าวกิน

July 20, 2010