ทำไม?........
คำถามเดียวว่า "ทำไม?" นี่แหละที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนที่ต่อไป
แต่ในที่นี้ ในฤดูฝนนี้ ขอถามว่า "ทำไมต้องทำนา?" หรือ "ทำไม เมืองแกลงต้องกลับไปทำนา?"

แต่ก่อนพอฝนมา ก็มักคิดถึงการทำนาเป็นเรื่องแรก และก็รู้ต่อไปว่า ฝนตกไปสักพัก พอข้าวเริ่มตั้งท้อง ก็จะถึงฤดูเข้าพรรษากันแล้ว เพื่อพระสงฆ์ท่านได้จำวัด ไม่ต้องออกมาเดินบิณฑบาตเหยียบต้นข้าวชาวบ้านให้เสียหาย

วันนี้...ที่แกลงบ้านเรา แม้จะหยุดทำนากันไปนานมาก และหยุดกันไปมาก แต่ก็ได้หันกลับมาทำนากันมากขึ้นอีกครั้ง โดยทุกคนต่างก็รู้ว่า การกลับมาทำนา จะไม่มีคำว่า "สายเกินไป"

"ทำไม?"
         @ ก็เพราะคนต้องกินข้าวกันมาแต่เกิด วันละสามมื้อ
         @ ไม่ทำนาแล้วต่อไปจะเอาข้าวที่ไหนกิน ต่อให้มีเงิน สักวันอาจไม่มีข้าวให้ซื้อก็ได้

@ กินข้าวกันมาแต่อ้อนแต่ออก ไม่คิดจะลองไปปลูกข้าวกันบ้างหรือ ซื้อกินอย่างเดียว มันจะดูถูกความสามาถของตัวเราเองเกินไปสักหน่อยหรือเปล่า?

@ บ้านเราต้องปลูกข้าว เพราะภูมินามประจำถิ่นที่ปู่ยาตาทวดท่านตั้งไว้ ก็บอกลายแทงขุมทรัพย์ให้แล้วไงว่า "บ้านนา ทางเกวียน ทุ่งควายกิน หนองควายเขาหัก นาซา แป (ล) งลาด (พังราด) นายายอาม..."  มันหมายถึงบริเวณพื้นที่เหล่านี้เหมาะที่จะทำนา หรือแม้แต่คำว่า "ทุ่ง" "พลง"(พื้นที่ที่มีน้ำขัง) "หนอง" ที่กระจายเรียกบริเวณต่าง ๆ อยู่ทั่วหย่อมย่าน ก็บอกสภาพของพื้นที่ได้ว่าเป็นแบบใด

แล้วเหตุใด จึงต้องเหนื่อยไปทำอะไรที่ฝืนและไม่สอดคล้องกับธรณีสัณฐาน ของเมืองของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในบ้านเราด้วยเล่า?

@ ถ้าไม่ส่งเสริมให้กลับมาทำนากันใหม่ หากเปลี่ยนที่นาไปเป็นบ่อกุ้งกันเสียหมด จะเหลือเจ้าของที่อยู่สักกี่ราย

@ ที่นา...เฝ้าด้วย "หุ่นไล่กา"  แต่นากุ้ง เฝ้าด้วย "ลูกปืน"

@ ทำนา ได้อะไรที่มากกว่า "เมล็ดข้าว" ทั้งความร่วมมือสาม้คคี (การลงแขก) การติดแรง การใช้แรง ประเพณีวัฒนธรรมการปลูกข้าว ฯ


@ เมืองที่จะอยู่อย่าง "เสถียร" ต้องจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นแหล่งเพา่ะปลูกข้าวเป็นของตนเองอยู่ในพื้นที่เมือง เพื่อพึ่งพาตนเองได้ หรือพึ่งพาอาหารจากที่อื่น ๆ เท่าที่ำจำเป็น

ดูสิ...พม่ามันอยากได้กรุงศรีอยุธยาเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะอยุธยาเป็นเมือง "อู่ข้าวอู่น้ำ" 

เดี๋ยวนี้ พวกแขกอาหรับเศรษฐีบ่อน้ำมัน มันเข้ามากว้านซื้อที่นาเพื่อปลูกข้าวแล้วส่งกลับไป เพราะน้ำมันนั้น กินไม่ได้ ต่อให้รวยล้นฟ้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีข้าวให้ซื้อได้ตลอดไป...เห็นไหม ๆ

@ ตัวการสามอันดับแรกที่เผาผลาญพลังงาน ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสร้างปัญหาโลกร้อน คือ การผลิตกระแสไฟฟ้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรม แล้วเหตุใดต้องให้รถเผาผลาญนั้ำมันเชื้อเพลิง หรือแก๊สเพื่อบรรทุกข้าวมาแต่ไกล ๆ ทั้ง ๆ ที่ปลูกได้ในพื้นที่ ไม่ต้องขายแพง เพราะไม่มีค่าขนส่ง

@ นอกจากข้าว ที่เมื่อปลูกจนเหลือกิน จะเก็บไว้ได้โดยไม่เน่าเสีย ไม่ต้องแช่แข็งเปลืองไฟเหมือนกุ้งแช่แข็งแล้ว ไม่มีสักส่วนเดียวของต้นข้าวที่ไม่สามารถจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงเป็นที่มาของ "ชาวบ้านกินข้าว เทศบาลกินแกลบ" เพื่อนำแกลบไปซ้บแห้งดินและเป็นส่วนผสม ของปุ๋ยเพื่อไปบำรุงดินให้เป็นที่ผลิตอาหารเลี้ยงเราได้ต่อไป

เมืองศิวิไลซ์ เมืองที่พัฒนา เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง...คืออะไร
         ...คือเมืองที่มีตึกรามมากมาย มีรถราวุ่นวาย ต้องใช้เงินเพื่อการยังชีพเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?
         ...คือเมืองที่ต้องไล่ที่นา ไล่วัวไล่ควายออกไปอยู่ไกล ๆ เพื่อให้ดูดี เอาแค่นั้นหรือ?
         ...คือเมืองที่คนฐานใหญ่ผู้มีรายได้น้อย จะต้องอยู่ใช้แรงแลกค่าจ้างอย่างลำบากเช่นนั้นหรือ?
         ...คือเมืองที่คนผู้ไม่มีตังค์ในกระเป๋า ต้องหมดสิทธิ์อยู่ หรือจะเจริญรุ่งเรืองโดยสร้างเมืองให้ผู้คนสามารถจะ "ลงแปลงมีผัก ลงคลองมีปลา ลงนามีข้าว"

"เมืองน่าอยู่" ต่อแต่นี้ จะไม่คงไว้แค่ "เมืองอยู่ดี..." แต่เท่านั้น อีกต่อไป หากแต่จะต้องเป็น "เมืองอยู่ดี กินดี ผู้คนมีสุข สิ่งแวดล้อมยั่งยืน"

เหล่านี้ จึงเป็นเรื่องราวที่บอกเล่าให้กับคำถามที่ว่า "เมืองแกลง...ทำไมต้องข้าว?"

ปล.ไปก่อนนะ...ท้องร้อง...หิวข้าวอีกแล้ว